Home

เป็นไปได้อย่างไรที่นักเขียนซึ่งทั้งชีวิตมีผลงานเพียง 5 เล่มจะถูกยกย่องชื่นชมเป็นอันมากทั้งจากผู้คนในประเทศไอริชบ้านเกิด และผู้คนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

แต่มันก็เป็นไปแล้ว นักเขียนอย่างเจมส์ จอยซ์ ทุกวันนี้ได้กลายเป็นแม่แบบอันสำคัญของแนวทางการเขียนซึ่งผันเปลี่ยนอยู่เสมอ เขามีความเป็นพลวัตในตัวเองเป็นอย่างสูง เขาเป็นต้นแบบของการไม่เคยหยุดนิ่งทั้งด้านลีลาการเขียน และเนื้อหาความคิด จากงานเชิงสัญลักษณ์ที่ผสานผสมเอาเอกลักษณ์ทางดนตรีและบทเพลงเข้าไปในวรรณกรรมอย่างกลมกลืนในกวีนิพนธ์ชุด Chamber Music สู่งานความเรียงอัตชีวประวัติอย่าง A Portrait of the Artist จนถึงงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดของแนวการเขียนแบบสัจนิยมอย่างรวมเรื่องสั้น Dubliners และงานในเชิงสัมพันธบทในแนวทางของวรรณกรรมหลังสมัยใหม่ชิ้นยิ่งใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั่วยุโรปอย่าง Ulysses

A Portrait of the Artist as a Young Man เป็นผลงานนวนิยายเล่มแรกของเจมส์ จอยซ์ ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องใน The Egoist ประเทศอังกฤษ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 1914 จนถึงเดือนสิงหาคม 1915 และพิมพ์เป็นเล่มในอเมริกา โดย B.W.Huebsch เมื่อปี 1916

แต่ก่อนที่จะได้ก่อร่างสร้างรูปขึ้นมาเป็น A Portrait of the Artist as a Young Man ฉบับสมบูรณ์ที่เราเห็นกันอยู่นี้ นวนิยายเรื่องนี้กลับต้องเผชิญชะตากรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งชะตากรรมที่เกิดจากแรงประทุของพลังสร้างสรรค์ในตัวตนของจอยซ์เอง และชะตากรรมจากสังคมไอริชสมัยเมื่อราว 100 ปีก่อน  มันถูกจอยซ์ทอดทิ้ง เมินเฉย ถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธ

แม้กระทั่งในยุคที่ทั่วโลกยอมรับกันแล้วว่านวนิยายเรื่องนี้คือวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก แต่ A Portrait of the Artist as a Young Man ก็ยังถูกคนร่วมสมัยจำนวนไม่น้อยมองผ่าน เนื่องจากเห็นว่ามันเป็นนวนิยายที่ย่อยยากเสียเหลือเกิน!!

A Portrait of the Artist as a Young Man ตั้งเค้าขึ้นอย่างจริงจังเมื่อต้นปี ค.ศ.1904 จอยซ์ตั้งใจเขียนนวนิยายเรื่องนี้ให้เป็นความเรียงเชิงอัตชีวประวัติ โดยใช้ชื่อว่า A Portrait of the Artist แต่ความเรียงชิ้นนี้ก็ถูกปฏิเสธจากบรรณาธิการนิตยสารวรรณกรรมเลื่องชื่อของไอริช ด้วยเหตุผลซึ่งบรรณาธิการผู้หนึ่งออกมาเปิดเผยภายหลังว่า “จะมีบรรณาธิการคนไหนบ้าง ที่อยากจะตีพิมพ์วรรณกรรมบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ที่อ่านไม่รู้เรื่อง และยากจะทำความเข้าใจ”

ภายหลังจากถูกบรรณาธิการปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย จอยซ์ตัดสินใจปรับปรุงและขยายความความเรียงชิ้นนี้เสียใหม่  แต่การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะเขายอมรับข้อวิจารณ์ของบรรณาธิการคนนั้นแต่อย่างใด  เขาไม่ได้แก้ไข A Portrait of the Artist เพื่อให้อ่านง่ายขึ้นตามที่บรรณาธิการเรียกร้องต้องการ แต่เขาได้ปรับปรุงและขยายงานชิ้นนี้ให้ออกมาในรูปของนวนิยายที่มีโครงเรื่อง และมีกลวิธีในการประพันธ์ที่น่าสนใจ โดยใช้ขนบการเขียนแบบงานสัจนิยมผสมผสานกับงานเชิงสัญลักษณ์ ผ่านกลวิธีการหลั่งไหลของกระแสสำนึกอันถูกเรียกกันต่อมาว่าเป็นการเขียนสมัยใหม่ (ช่วงปลาย) และเปลี่ยนชื่อจาก A Portrait of the Artist เป็น Stephen Hero ตามชื่อตัวเอกของเรื่อง

จอยซ์ตั้งใจที่จะให้ Stephen Hero เป็นบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาตั้งแต่วัยเด็กกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาเขียนเรื่องนี้อย่างรื่นรมย์ เพราะเป็นเรื่องที่รู้จักมันดีอยู่แล้ว มุ่งมั่นอยู่กับ Stephen Hero อย่างต่อเนื่องถึงหนึ่งปีครึ่ง จนกระทั่งปี ค.ศ.1905 เขาก็หยุดนวนิยายเรื่องนี้ไปอย่างหมดสิ้นเยื่อใย

เหตุผลสำคัญที่ทำให้จอยซ์หยุด Stephen Hero ในขณะนั้นก็คือ ระหว่างนั้นเขากำลังเขียนเรื่องสั้นตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่งที่ให้ลองเขียนเรื่องสั้นชิ้นเล็กๆ ดูบ้าง  เขาเขียนเรื่องสั้นเหล่านี้ได้จำนวนหนึ่งแล้ว (ซึ่งต่อมาก็คือเรื่องสั้นในชุด Dubliners) และเขาก็รู้สึกว่าเรื่องสั้นเหล่านั้นมีเทคนิคการเขียนที่ก้าวหน้าไปไกล  ขณะที่ Stephen Hero ยังย่ำอยู่กับแบบแผนของการเขียนร่วมสมัยที่จอยซ์เห็นว่าไม่น่าอภิรมย์มากนัก (แม้ว่าภายหลังนักวิจารณ์จะเห็นว่า Stephen Hero สำหรับยุคนั้นถือว่าก้าวนำยุคสมัยไปไม่น้อย กระทั่งภายหลังมีการพิมพ์ภาคส่วนนี้ขึ้นเป็นกรณีศึกษา  อย่างไรก็ดี เราก็คงไม่ถือว่าผลงานเล่มนี้จะเป็นงานอีกเล่มหนึ่งของเจมส์ จอยซ์) จอยซ์จึงรู้สึกสิ้นหวังกับ Stephen Hero กระทั่งละทิ้งนวนิยายเรื่องนี้ไปหลายปีดังกล่าว

แต่แนวความคิดที่ถือเป็นรากเหง้าของ Stephen Hero ก็ยังคงตกผลึกอยู่ในจิตใจ และรากเหง้านี้เองที่ภายหลังได้ดึงความสนใจจอยซ์ให้กลับมาสู่ Stephen Hero อย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้ง  เขากลับมาครานี้หลังจากเขียนเรื่องสั้นขนาดยาวเรื่อง The Dead อันเป็นเรื่องปิดท้ายของรวมเรื่องสั้น Dubliners จบลง  ประสบการณ์จาก Dubliners ทำให้จอยซ์พยายามปรับปรุง Stephen Hero ให้กระชับขึ้นอีก พยายามฝ่าข้ามข้อจำกัดด้านรูปแบบการนำเสนอที่อึดอัดตายตัวของขนบสัจนิยมร่วมสมัย สร้างความยืดหยุ่นให้ด้วยกลวิธีเชิงสัญญลักษณ์และการหลั่งไหลกระแสสำนึก  พร้อมกันนั้นก็เปลี่ยนชื่อนวนิยายเรื่องนี้เป็น A Portrait of the Artist as a Young Man ก่อนจะมุมานะกระทั่งเขียนจบลง และได้รับการตีพิมพ์ใน The Egoist ภายใต้การแนะนำของนักเขียนสัจนิยมชื่อดังในขณะนั้นอย่าง เอซรา พาวน์ด

หลังจากถูกทิ้งขว้าง หยุดๆ เขียนๆ มานานร่วม 10 ปี ความเรียงเรื่องหนึ่งก็ได้พัฒนามาเป็นนวนิยายที่ลือลั่นไปด้วยการหลั่งไหล และตั้งข้อสงสัย ต่อความชอบธรรมของสถาบันศาสนา การศึกษาและความรู้ ครอบครัว การเมือง และฯลฯ

เจมส์ จอยซ์ เกิดในกรุงดับลิน ขณะนั้นไอร์แลนด์กำลังแตกแยกอย่างขนานใหญ่ ด้วยฝ่ายหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์เห็นดีเห็นงามที่จะอยู่ในอารักของอังกฤษ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคริสต์คาทอลิกต้องการธำรงไว้ซึ่งเอกราช เกิดขบวนการ The Irish Home Rule Party ที่พัฒนามาเป็นขบวนการ IRA ในปัจจุบัน

พ่อของจอห์น จอยซ์ พ่อของเจมส์ จอยซ์ คือสมาชิกคนหนึ่งของขบวนการนี้ เขาเทิดทูน ชาร์ลส์ สจวต พาร์แนล ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการไว้เหนือหัว ไม่เคยสนใจแม้ว่าพาร์แนลจะมีปัญหาทางด้านจริยธรรมทางเพศที่เป็นชู้กับภรรยาของเพื่อนคนหนึ่ง จนถึงขนาดแต่งงานด้วยกัน หลังฝ่ายหญิงถูกสามีเก่าขอหย่า ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ครอบครัวจอยซ์อู้ฟู่หรูหราเป็นอย่างมาก เพราะภายหลังพรรคลิเบอรัลของพาร์แนลชนะการเลือกตั้ง จอห์น จอยซ์ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานเก็บภาษีประจำเมืองดับลิน  เจมส์ จอยซ์ มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ อย่างคลองโกว์ส วูด ที่คนร่ำรวยนิยมส่งลูกส่งหลานเข้าเรียน

เจมส์ จอยซ์ เองก็เทิดทูนพาร์แนลไม่แพ้กัน แต่เป็นความเทิดทูนที่ลอกแบบมาจากพ่อ (หรือเป็นอำนาจที่สถาบันครอบครัวสร้างขึ้นนั่นเอง ซึ่งเรื่องนี้จอยซ์ก็ได้คัดค้านภายหลัง) ตอน 9 ขวบ เมื่อพาร์แนลเสียชีวิต จอยซ์ถึงขนาดเขียนบทกวีโจมตีฝ่ายตรงข้ามของพาร์แนลด้วยเนื้อหาและลีลากราดเกรี้ยวเกินเด็ก 9 ขวบ แนวโน้มเช่นนี้ของเขาสร้างความพึงพอใจให้กับจอห์น จอยซ์ เป็นอย่างมาก ถึงกับลงทุนพิมพ์บทกวีชิ้นนี้แจกจ่ายไปทั่วดิบลิน

การรุกคืบของอังกฤษเหนือแผ่นดินไอร์แลนด์นั้นสามารถขยายพื้นที่ออกไปได้เรื่อยๆ  ฝ่ายนิยมอังกฤษได้รับการปรนเปรอจากอังกฤษแทบทุกอย่าง พวกเขากลายเป็นเจ้าของที่ดิน กลายเป็นผู้มีฐานะ มีหน้าที่การงานที่ดีในหน่วยงานของรัฐบาล รัฐบาลฝ่ายตรงข้ามพาร์แนลทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เมื่อชาวไอร์แลนด์นิยมอังกฤษก้าวร้าวแก่งแย่งที่ดินกับไอร์แลนด์ชาตินิยม  พ่อของจอยซ์ถูกปลดออกจากพนักงานเก็บภาษี ฐานะยากจนลงอย่างรวดเร็ว ทำให้จอยซ์ต้องออกจากโรงเรียนหรูอย่างคลองโกวส์ และตระเวนเข้าออกที่นั่นที่นี่อยู่หลายแห่ง ทรัพย์สมบัติในบ้านถูกทยอยขายออกไป ยิ่งอังกฤษแผ่อิทธิพลเหนือไอร์แลนด์ได้มากเท่าไร ครอบครัวจอยซ์ก็ยิ่งดำรงอยู่อย่างฝืดเคืองมากขึ้นเท่านั้น จากชายที่หัวรุนแรง มีความคิดความอ่านที่ดี จอห์น จอยซ์ กลายเป็นชายขี้เหล้า ผู้เยียวยาตัวเองด้วยความหลัง

โรงเรียนหรูอย่างคลองโกวส์ วูด เป็นโรงเรียนประจำสำหรับเด็กชาย ดำเนินการโดยพระนิกายเยซูอิต ที่นี่ดำเนินการตามหลักพระศาสนาอย่างเคร่งครัด  เจมส์ จอยซ์ แม้จะเติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งครัดพระศาสนาอยู่ไม่น้อย แต่ความคิดทางการเมืองที่มักจะเป็นปฏิกิริยาและวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอของพ่อซึ่งเขาได้ซึมซับมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ก็ทำให้เขากลายเป็นพวกปฏิกริยาไปโดยปริยาย  ความเคร่งครัดในคลองโกวส์ วูด จึงกลับกลายเป็นความคร่ำครึเมื่อมองจากสายตาวิพากษ์วิจารณ์ของจอยซ์ เขาเริ่มรู้สึกว่าคำสอนทางพระศาสนานั้นก็คืออำนาจชนิดหนึ่งที่ทำให้คนหวั่นกลัวด้วยคำขู่และสร้างรูปแบบของจินตนาการถึงผลที่เกิดขึ้น ซึ่งในความจริงไม่มีวันเกิดขึ้นได้

เรื่องราวชีวิตดังกล่าวข้างต้นนี้ คือโครงสร้างหลักของนวนิยายขนาดใหญ่เรื่อง  A Portrait of the Artist as a Young Man ในผลงานเล่มนี้ จอยซ์ได้ทำตามความปรารถนาของเขาที่จะบันทึกถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเด็กคนหนึ่งตั้งแต่วัยเยาว์กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย  กระแสของเรื่องดำเนินไปตามเส้นทางการเติบโตทางความคิดท่ามกลางบรรยากาศทางสังคม การเมือง ศาสนา และวัฒนธรรม อันสับสนวุ่นวาย และสถาบันศาสนาทรงอำนาจ  ตัวละครเอกเดินไปอย่างแปลกแยก และอึดอัด กระแสสำนึกบอกเล่าถึงความบีบคั้นของตัวละคร เขาจึงพยายามตั้งคำถามต่อสถาบันทางศาสนา กิจกรรมในโบสถ์  สถาบันครอบครัว ตลอดจนกระบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมไอร์แลนด์  เขามองสถาบันเหล่านี้ในฐานะเป็นสถาบันผู้ผลิตสร้างวาทกรรมเชิงอำนาจและวาทกรรมจริยธรรมในสังคมสมัยใหม่

ท่ามกลางความกดดันเหล่านี้ การหลั่งไหลกระแสสำนึกจึงดูเหมือนจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ช่างเหมาะเหม็งกับ A Portrait of the Artist as a Young Man มากทีเดียว จึงไม่แปลกที่เมื่อพูดถึงกระแสสำนึก อันเป็นพัฒนาการช่วงสุดท้ายของการเล่าเรื่องแบบสมัยใหม่ โลกวรรณกรรมจะนึกถึงเจมส์ จอยซ์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s