Home

รูปภาพ

เมื่อ ๓ – ๔ ปีก่อน นักเขียนรุ่นใหญ่ท่านหนึ่งบ่นเบื่อถึงความไร้สาระของคอลัมน์ประเภทวรรณกรรมซุบซิบผ่านคำพูดทำนองว่า นักเขียนเข้ากรุงเทพฯ แล้วอย่าผายลมเป็นอันขาดไม่งั้นเป็นข่าว

ดูเหมือนเป็นนิตยสารช่อการะเกดที่ขานรับความรู้สึกไร้สาระของซุบซิบวรรณกรรมช่วงนั้น คอลัมน์ “ศูนย์รวมข่าวชาวการะเกด” โดยเหมายัน จึงนำเสนอข่าวแบบใหม่โดยการหาข้อมูล ปูมหลังของข่าวและคนมาเชื่อมโยง สร้างสาระ และใช้หลักการวิเคราะห์อย่างผู้รู้และเป็นเหตุเป็นผลเพื่อให้แตกต่างจากซุบซิบวรรณกรรมยอดฮิตขณะนั้นคือคอลัมน์ที่เขียนโดยมุกหอม ในผู้จัดการรายวัน วันพฤหัสบดี เอื้ออารีในจุดประกายวันอาทิตย์ และวรรณฤกษ์ในฐาน สัปดาห์วิจารณ์

ถึงทุกวันนี้ประเด็นความไร้สาระของคอลัมน์ซุบซิบจะถูกลืมเลือนกันไป แม้ว่าเราจะพบประเด็นปัญหา ตลอดจนความขัดแย้งซึ่งเกิดระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับองค์กร เกิดขึ้นเพราะคอลัมน์มากมายหลายเรื่องด้วยกัน แต่เราก็ไม่ได้ยินเสียงใครพูดถึงความควร / ไม่ควรมีคอลัมน์ประเภทนี้อีกเลย

เคยมีตนพูดว่า คอลัมน์ซุบซิบวรรณกรรมเป็นเพียงแฟชั่นที่เซคชั่นวรรณกรรมในนิตยสารทำตามๆ กันมา ทำนองเดียวกันกับแฟชั่นคอลัมน์บทกวีและเรื่องสั้นที่ได้รับความสนใจ (เล็กๆ) แม่กระทั่งในนิตยสารของวงการแพทย์

แต่การยอมรับโดยความเงียบเฉยของคนวรรณกรรมในกรณีข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการซุบซิบนั้นน่าจะเป็นมากกว่าแฟชั่น เป็นมากกว่าธรรมเนียมปฏิบัติของนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ แต่น่าจะเป็นวัฒนธรรมเลยทีเดียว ชุมชนวรรณกรรมของเราถึงได้ค่อยๆ ยอมรับ ทั้งโดยเฉยๆ พยักหน้ารับ จนถึงยกมือสนับสนุน

คำว่าวัฒนธรรมที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งสร้างสรรค์ เป็นวิถี หรือประดิษฐกรรมที่ดีงามซึ่งปฏิบัติสืบทอดกันมาดังที่รัฐ – ราชการจำกัดคำนิยามเอาไว้นะครับ แต่หมายถึงอะไรก็ได้ที่ยึดถือปฏิบัติ / เชื่อตามกันมายาวนานโดยไม่จำเป็นว่าต้องดีหรือเลว มีสาระหรือไร้สาระ

ยึดเอาคำนิยายที่อยู่เหนือดี / เลว มีสาระ / ไร้สาระ ดังกล่าว การซุบซิบในฐานะวัฒนธรรมจึงมีทั้งที่ดีและไม่ดี มีสาระและไร้สาระ เพียงแต่ในระยะหลังๆ คุณค่าทั้งสองด้านที่ว่านี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวคอลัมน์เองแล้ว แต่ยักย้ายลงลึกไปสู่ตัวคอลัมนิสต์แทน

เราคงได้ยินเสียงพูดกันว่าคอลัมนิสต์คนนั้นนั่งเทียน คนนี้เจาะลึก คนโน้นไม่มีจรรยาบรรณ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า รูปแบบแปลกใหม่ของคอลัมน์ (ดังเช่นที่เหมายันเคยทำ) มาถึงวันนี้มันไม่สำคัญและเป็นที่ต้องการเท่ากับคุณภาพของตัวคนเขียน และรูปแบบข่างซุบซิบแบบวิเคราะห์โยงใยข้อมูลก็น่าสนใจน้อยกว่าข่าวปรากฏการณ์ธรรมดาๆ ที่มีมิติเบื้องหลังเจาะลึกซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการข่าวของคอลัมนิสต์

ที่เป็นเช่นนี้ ในความเห็นของผมก็คือว่า เพราะรูปแบบซุบซิบแบบของเหมายันนั้นเป็นการฝืนธรรมชาติของการซุบซิบ ขณะที่แบบของวรรณฤกษ์, ปากกา เหล็กไหล, น้ำมิตร, อินเดียนอิงค์, กิริยากร, นายทองอยู่ อยู่ยืน หรือมุกหอมนั้นมีความเป็นธรรมชาติ และสะท้อนถึงวัฒนธรรมของการซุบซิบที่สังคมเราสืบทอดกันมาได้ดีที่สุด

เขียนเมื่อ 2542 ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s