Home

20060630_gossip2รูปภาพ

ภาพจาก http://vapourydevil.diaryclub.com

แม้ว่าช่องทางสื่อสารที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์จะเป็นสิ่งที่เป็นทางการ จนอาจทำให้ข่าวซุบซิบสั้นๆ ที่เขียนต่อกันเป็นพืดของคอลัมน์ซุบซิบมีสิทธิกลายเป็นข่าวเป็นทางการได้เหมือนกับข่าวทั่วๆ ไปที่มีรายละเอียด มีเนื้อหา และพื้นที่เฉพาะ แต่มโนทัศน์ของผู้อ่านและผู้เขียนในฐานะผู้รับสารและผู้ส่งสาร ยังไงก็ยังคงเห็นว่าข่าวซุบซิบก็คือข่าวที่ไม่เป็นทางการอยู่นั่นเอง

ขอให้แยกนะครับระหว่างความเป็นทางการ / ไม่เป็นทางการ กับความเชื่อ / ไม่เชื่อ, จริง/ ไม่จริงในข่าวซุบซิบ

พูดให้ง่ายเข้าก็คือ ไม่ว่าข้อเท็จจริงในข่าวซุบซิบจะมากจนน่าเชื่อถือมากเพียงไร แต่มันก็จะยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงหรือข่าวที่เป็นทางการไปได้ (กรณีนี้ยกเว้นข่าวแจก ซึ่งแม้จะมาอยู่ในกรอบล้อมของคอลัมน์ซุบซิบ แต่มันก็ไม่ใช่ข่าวซุบซิบ) ทั้งนี้ก็เป็นเพราะรูปแบบของคอลัมน์มันไม่เป็นทางการมาเสียตั้งแต่ต้นแล้ว

ความไม่เป็นทางการนี่เองครับคือสิ่งที่ผมทิ้งค้างไว้ว่าเป๋ยธรรมชาติของการซุบซิบ ข่าวแจกในคอลัมน์ซุบซิบจึงเป็นการฝืนธรรมชาติ ฝืนวัฒนธรรมคือพยายามทำให้ข่าวซุบซิบให้เป็นทางการ

เมื่อพิจารณาลงไปถึงลักษณะของสังคมไทย เราจะพบว่ามีมูลเหตุหลายอย่างที่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้การซุบซิบกลายเป็นวัฒนธรรมที่สกัด/รณรงค์กันอย่างไรก็คงไม่มีวันหมดสิ้น

นอกจากเหตุผลเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้าน เรื่องในมุมมืดที่คนไทยเองก็หลีกหนีไม่พ้นแล้ว สภาพสังคม / การเมืองการปกครองของเราโดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เกิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาแทนแบบพ่อ–ลูกอย่างสมัยสุโขทัย จึงก่อให้เกิดสิทธิและการระงับสิทธิของบุคคลที่มีฐานะแตกต่างกัน กษัตริย์เปลี่ยนฐานะภาพเป็นสมมติเทพซึ่งสัมผัสได้ไม่ง่าย / หรือไม่ได้เอาเสียเลย การพูดถึงกษัตริย์แม้ว่าจะถูกระวางโทษไว้ขนาดตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร หรือถูกมะพร้าวห้าวยัดปาก แต่เชื่อได้เลยว่าคงมีคนอีกมากที่นิยมพูดถึงเจ้าเหนือหัวในสมัยนั้น

ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ส่งผลให้สังคมเรามีช่องว่างระหว่างพลเมืองกับชนชั้นผู้ปกครองมากขึ้น และการได้พูดถึงคนที่ห่างชั้น / อำนาจกับเรามากๆ นั้นเป็นเรื่องแสนสนุก แต่นี่ก็ไม่ได้สะท้อนให้เห็นรากฐานที่มาของการซุบซิบได้ชัดเจนนัก ทำนองเดียวกับการเมืองการปกครองแบบอำนาจนิยมในยุคทศวรรษ ๒๕๐๐ การกระซิบกระซาบถึงเผด็จการอำนาจนิยมและอาวุธเองก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้การพูดถึงชนชั้นปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ทั้งสองรากเหง้านี้ส่งเสริมให้การซุบซิบมีความหมาย หากมองจากมุมรัฐศาสตร์นี่คือความพยายามมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และเป็นการควบคุมให้สมาชิกในสังคมปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม หากมองจากสังคมวิทยา ทั้งสองมุมมองนี้ดูจะเป็นผลของการแซงชั่นหรือควบคุมทางสังคมที่เป็นทางการ แต่มันก็หาได้บั่นทอนความไม่เป็นทางการของการซุบซิบซึ่งมีมาแล้วแต่ต้นไม่ ทำนองเดียวกับการที่ผู้อ่านเชื่อข่าวซุบซิบนั่นแหละครับ มันไม่ได้ทำให้คอลัมน์ซุบซิบมีความเป็นทางการขึ้นมาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ความสำคัญของการซุบซิบในแต่ละกลุ่ม แต่ละวงการจะมีระดับแตกต่างกันออกไป ระดับความแตกต่างนี้ผมรู้สึกว่าสัมพันธ์กันเป็นอย่างยิ่งกับธรรมชาติที่ไม่เป็นทางการของข่าวซุบซิบ

กล่าวคือ วงการที่มีความเป็นทางการมาก การซุบซิบจะสำคัญน้อย เช่นวงการธุรกิจ การเมืองเป็นต้น ส่วนวงการที่เป็นทางการในความสัมพันธ์น้อย การซุบซิบจะมีความสำคัญมาก ดูอย่างวงการวรรณกรรมของเรานี่ล่ะครับ

ข้อนี้สอดคล้องกับทฤษฎีว่าด้วยการเกิดของการซุบซิบที่ว่า มีรากเหง้ามาจากลักษณะสังคมชนบท ที่คนมีความใกล้ชิดกันเป็นส่วนตัวมาก ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคลมีมากกว่ากับสาธารณะ

สั้นๆ โฉบเฉี่ยว โผงผาง แบบวรรณฤกษ์จึงเป็นลักษณะของการสื่อสารสัมพันธ์แบบบุคคลกับบุคคลมากกว่าแบบของเหมายันที่เคร่งขรึม เชื่อมโยงข้อมูล และวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งแบบหลังนั้นดูจะเป็นทางการ แบบบุคคลกับสาธารณะ หรือสาธารณะกับสาธารณะมากกว่า

ผมจึงเห็นว่า รูปแบบของคอลัมน์ซุบซิบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ นอกจากการเพิ่มมิติด้านลึกและสดในรูปแบบเดิม ซึ่งต้องยกให้เป็นความสามารถในด้านการข่าวของคอลัมนิสต์นั้นๆ ไป

เขียนเมื่อ 2542 ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s