Home

royalwhiteelephant2.jpg

ข่าวโยกย้ายนายทหารระดับสูงในกระทรวงกลาโหมเมื่อช่วงกลางถึงปลายเดือนสิงหาคม2555 เด่นดังเป็นพิเศษกระทั่งกลบข่าวบางข่าว รายงานพิเศษบางเรื่องจนดูเงียบเกินเหตุ ดังเช่น รายงานข่าวของมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ31 สิงหาคม-6 กันยายน 2555 หน้า 13 เรื่อง ชำแหละ”อภิมหาเครือข่ายชนชั้นนำ” ผ่านหลักผู้บริหารระดับสูงยอดนิยม จุดจบ”สังคมเสมอหน้า”

รายงานข่าวชิ้นนี้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง”เครือข่ายผู้บริหารระดับสูงผ่านเครือข่ายทางการศึกษา” โดย รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานวิจัยดังกล่าว ชี้ประเด็นว่า หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงเป็นช่องทางให้เกิดชนชั้นนำใหม่และทำให้ชนชั้นนำ รวมตัวกันเหนียวแน่น

รศ.ดร.นวลน้อย ศึกษาภายหลังพบปรากฏการณ์หลักสูตรพิเศษระดับผู้บริหารในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่ก่อเกิดและกระจายไปกว้างขวาง กลายเป็น “พื้นที่” ของความสัมพันธ์ทั้งในแบบทางการและไม่เป็นทางการระหว่างบุคคลในรุ่น เดียวกันและระหว่างรุ่น

รายงานข่าวระบุถึงคำกล่าวก่อนอำลาตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด ของ ดร.อักขราทร จุฬารัตน ในสถานการณ์ที่เกิดการเรียนการสอนหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงขึ้นมากมายในช่วง20 ปีมานี้ เช่น หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง(บ.ย.ส.) ของวิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง(ปปร.) ของสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการพัฒนาการเมืองการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.)ของสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ของสถาบันวิทยาการตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์(TEPCoT)ของหอการค้าไทย

“สังคมไทยเป็นสังคมที่มีพรรคพวกเพื่อนฝูง ยกหูโทรศัพท์ กริ๊ง…เฮ้ย ช่วยหน่อยวะ ขอกัน ถ้าไม่มีคุณธรรม ก็โอเค…เรียบร้อย ถามว่า มันเลวร้ายมั้ย No ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่ว่าทำไปโดยไม่ได้คิดว่า คนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า ถ้าเดือดร้อน ยิ่งบาปมหาศาล อันนี้สังคมไทยเป็นมาก นี่คือระบบสังคมไทย ต้องแก้”

นัยยะจากคำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะ“เครือข่าย” และ “การอุปถัมภ์”ซึ่งอย่างหลังเคยเป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์สังคมไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่นักมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาฝรั่งรุ่นแรกๆ เข้ามาศึกษาวิเคราะห์สังคมไทยแล้วเริ่มต้นที่แนวคิดระบบโครงสร้างหลวมก่อนจะกลายเป็นสังคมอุปถัมภ์ในเวลาต่อมา

ผู้รายงานข่าวระบุว่าผู้บริหารที่เข้าอบรม ล้วนเป็นคนเดิมๆ หน้าซ้ำๆ มีชื่อโผล่เข้าเรียนหลักสูตรโน้นหลักสูตรนี้ เป็นว่าเล่น ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้บริหาร ระดับชนชั้นนำของประเทศ ที่เข้าอบรม ได้แก่ นักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการ องค์กรอิสระ สื่อมวลชน และนักวิชาการ

เอาเข้าจริง ข้อดีและข้อเสีย ของหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง มีการถกเถียงกันน้อยมาก อาจเป็นเพราะต่างเกรงอกเกรงใจ หรือ ไว้หน้ากันอย่างวิสัยที่ ดร.อักขราทร ว่าไว้

งานวิจัยวิเคราะห์ไว้ว่าการรวมตัวระหว่างชนชั้นนำผ่านการศึกษาในหลักสูตรผู้บริการระดับสูงทำให้ชนชั้นนำมีแนวโน้มสำคัญ2 ประการคือ ประการแรก ทำให้แข่งขันลดลงและเป็นไปได้ที่จะแบ่งปันอำนาจระหว่างชนชั้นนำด้วยกันภาย ใต้ความสัมพันธ์แบบ “พรรคพวกเพื่อนฝูง”การแข่งขันหรือการเข้าถึงจากภายนอก โดยเฉพาะจากประชาชนทั่วไปจึงเป็นไปได้ยาก เพราะ”กำแพงของความเป็นเพื่อน” ผ่านหลักสูตรผู้บริหารดังกล่าว

ประการที่สอง หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงเป็นเสมือน Fast Track ทำให้คนกลุ่มใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำได้ เมื่อเทียบหลักสูตรการศึกษาพิเศษเหล่านี้กับมหาเศรษฐีไทย 40อันดับ จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ พบว่า นักธุรกิจที่มีธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐ จะไม่นิยมเข้าเรียน ขณะที่ 40 ตระกูลชื่อดังของสังคมไทย คนในแต่ละตระกูลนิยมเข้าเรียน วตท. 19 ตระกูล วปอ. 13 ตระกูล และ บ.ย.ส. และ ปปร. อย่างละ 6 ตระกูล

รศ.ดร.นวลน้อยบอกว่า ไม่ว่าจะพิจารณา “เครือข่ายผู้บริหารระดับสูงผ่านเครือข่ายทางการศึกษา”ด้านใด ก็คงไม่ทำให้สังคมไทยเสมอหน้ามากขึ้น เพราะการเกาะเกี่ยวกันไม่ว่ารูปแบบไหน ทำให้การแสวงหาผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่ชนชั้นนำมากขึ้น โดยที่ประชาชนที่อยู่ภายนอกหรือระดับล่างย่อมเข้าไม่ถึง

นอกจากประเด็น“เพื่อนกัน” หรือ “ระบบ (แสวงหา) อุปถัมภ์” จากคำพูดของ ดร.อักขราทร แล้ว ข่าวนี้มีแง่มุม“ชวนคิด” อยู่อีกประการหนึ่งคือการรวมตัวหรือการสร้างเครือข่ายของชนชั้นนำทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ

ในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดความขัดแย้ง“สองสี” อย่างทุกวันนี้ มวลชนจำนวนมากกำลังถกเถียงกันอย่างหนักว่าเราจะ “เดินไปสู่หนใด”(เป็นชื่อรวมเรื่องสั้นของสุรชัย จันทิมาธร ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตคนสำคัญที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรางวัลรพีพร และนักดนตรีอาชีพ)

“เดินไปสู่หนใด”เป็นคำถามที่ดูเหมือนจะเคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อครั้งทศวรรษ 2510ที่เกิดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่างสังคมนิยมประชาธิปไตย และประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพียงแต่ “เดินไปสู่หนใด”ทุกวันนี้ไม่แน่ชัดว่าเป็นการถกเถียงระหว่างอุดมการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจแบบใด เราเห็นเพียงแต่เงาร่างของความคิดคร่าวๆ ว่า ฝ่ายหนึ่งยึดถือประชาธิปไตยที่เทิดทูนอุดมการณ์ “อำนาจเป็นของปวงชนทุกชนชั้น”อีกฝ่ายหนึ่งมั่นคงกับอุดมการณ์ “อำนาจเป็นของปวงชนที่ (จงรักภัก) ดี”

เป็นการต่อสู้ขัดแย้งจงเกลียดจงชังกันของไพร่ฟ้าพลเมืองในสถานการณ์ที่ตัวละครการเมืองชนชั้นนำอีกไม่กี่ตัวกำลังดำเนินบทบาท“การปรองดอง” ผ่านการใช้ “พื้นที่พิเศษ” หลากหลายแบบ ทั้งรัฐธรรมนูญ สื่อมวลชน การเจรจาต้าอวย ตลอดจนสงครามตัวแทน เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เรียกว่า “การปรองดอง”

หลายคนบอกตัวเองว่าเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย บางคนบอกว่าดิ้นรนเพื่อ “ปกป้องทุนนิยมมีน้ำใจ” จาก “ทุนนิยมสามานย์” เราถกเถียงกันอยู่ในสองขั้ว คือ ประชาธิปไตย-ไม่ประชาธิปไตย ทุนนิยมที่ดี-ทุนนิยมที่เลว และโจทย์อื่นๆ ที่ไม่ได้ไปไกลมากกว่านี้

การที่มีฐานคติของปัญหาสังคมและการเมืองไทยทุกวันนี้อยู่เพียง2 ขั้ว ทำให้ “ศัตรูที่ลื่นไหล” ของสังคมไทยหลายตัวหลุดรอดไปได้อย่างลอยนวล ไม่มีใครสงสัยอะไรอีกกับประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยนอกระบบ ไม่มีใครตั้งคำถามกับผลของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอีก ไม่ว่าน้ำมันจะแพง ค่าแรงจะต่ำ ค่าครองชีพจะสูงเพียงใดก็ตาม

เราได้แต่รู้สึกกระอักกระอ่วน เกิดอาการจิตเภทเมื่อได้ยินตัวอักษร 3 ตัว คือ I-M-F องค์กรการเงินระหว่างประเทศที่เข้ามาทำให้เราต้อง“เลหลัง” องค์กรต่างๆ จำนวนมากในราคาที่ถูกแสนถูก

เราถูกกล่อมให้รู้สึกภาคภูมิใจกับการไหลอย่างเสรีของเงินทุนจากต่างประเทศ พร้อมจะทอดกายลงให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาดำเนินการใดๆ ที่สามารถแปรรูปวัตถุดิบของเรามาขายเราก่อนจะขนเงินกลับไป หน่วยงานของรัฐ ประชาชน ถูกกล่อมให้เชื่อว่า “เสรีภาพของกลไกลตลาดและการค้า”เป็นปรัชญาที่ดีที่สุดสำหรับโลกปัจจุบัน เพราะมันช่างเข้ากันได้ดีกับ “ยุคสมัยแห่งการเชิดชูเสรีภาพของปัจเจกบุคคล”

ในอุดมการณ์แบบนี้ รัฐกลายเป็นสิ่งชำรุดที่ควรรื้อถอนอำนาจควบคุมออกไปจากกิจกรรมต่างๆ พร้อมกันนั้นก็ควรส่งเสริมปัจเจกบุคคลให้ปลดปล่อยเสรีภาพและทักษะในการประกอบการของปัจเจกบุคคลออกมา เดวิด ฮาร์วี (David Harvey) ในผลงานเรื่อง A Brief History of Neoliberalism หรือแปลเป็นไทยว่า “ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ระบุว่า ภายใต้วาทกรรมนี้ จะก่อเกิดการดำเนินการใดๆ ที่ “สนับสนุนให้ระบบกรรมสิทธิ์เอกชนมีความเข้มแข็ง รัฐเพียงแต่ต้องอำนวยความมั่นคงนั้นด้วยการสร้างและธำรงรักษากรอบทางสถาบันที่เหมาะสม เช่น ต้องปรับประกันคุณภาพและความมั่นคงของเงินตรา ต้องวางโครงสร้างและกลไกของกองทัพ การรักษาความมั่นคง ตำรวจ และกฎหมายที่เอื้อต่อการรักษาสิทธิในกรรมสิทธิ์เอกชน อีกทั้งต้องรับประกันการทำงานของตลาดอย่างเหมาะสม การรับประกันนี้รวมถึงการใช้กำลังบังคับในกรณีที่จำเป็นด้วย ยิ่งกว่านั้น ในภาคส่วนที่ไม่มีตลาดดำรงอยู่ (เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ การศึกษา การดูแลสุขภาพ ความมั่นคงทางสังคม หรือมลพิษของสิ่งแวดล้อม)ก็ต้องสร้างตลาดขึ้นมารองรับ ถ้าจำเป็นก็ต้องอาศัยการดำเนินการของภาครัฐ แต่นอนเหนือจากภารกิจดังกล่าวนี้แล้ว รัฐไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายอะไรอีก เมื่อสร้างตลาดขึ้นมาแล้ว รัฐพึงเข้ามาแทรกแซงในระดับต่ำสุด” (2555 หน้า 2-3)

ภายใต้อุดมการณ์ หรือวาทกรรมลักษณะนี้นี่เอง ที่ “เสียง” ของธนินท์ เจียรวนนท์ ดังเป็นพิเศษ การขยับตัวของเขาถูกเฝ้ามองเสียยิ่งกว่ารัฐมนตรีหลายคนเสียอีก

ในสถานการณ์ของอุดมการณ์แบบนี้ รัฐจึงไม่เพียงแต่ถูกลดอำนาจกดบังคับลงเท่านั้น แต่ยังเป็นรัฐที่ชำรุด และพิกลพิการจนไม่อาจทำอะไรได้อีก เพราะรัฐได้กลายเป็น “พื้นที่พิเศษ”ของปัจเจกชนชนชั้นนำจำนวนหนึ่งที่เข้าไปสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์

เหมือนกับหลักสูตรพิเศษต่างๆ ที่งานวิจัย รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวถึงนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s